Wichy.net : It’s a life of Wichy

Just another WordPress weblog

  • Home
  • Gallery

17

Nov

แม่ฮ่องสอน-วงเล็ก@TKT 14-16 พ.ย. 51 วันที่ 1

Posted by Wichy  Published in ท่องเที่ยว

ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนซะนานเลย ปลายปีพอมีโอกาส คุณแฟนเลยจองทริปแม่ฮ่องสอน 3 วัน 2 คืน กับ trekingthai.com ไว้ให้ ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากโต๊ะทำงานหน้าคอมซักที

รวมพลคืนวันที่ 13 ที่ปั๊ม ปตท. สนามเป้า ลูกทัวร์ทั้งหมด 7 คนรวมไกด์กับคนขับก็เป็น 9 คน นั่งรถตู้ออกเดินทางตั้งแต่ 2 ทุ่ม นอนไม่ค่อยหลับเลย ปกติผมเป็นคนที่นอนในรถไม่หลับอยู่แล้ว เลยสลึมสลือไปตลอดทาง 6 โมงเช้าแวะกินเข้าต้มเช้ากัน เห็นไกด์บอกว่าถึงแม่ฮ่องสอนแล้วล่ะ กินข้าวเสร็จก็ไปลุยกันต่อเลย

ที่แรกที่ไปก็คือถ้ำแก้วโกมล เป็นถ้าที่มีแร่แคลไซด์อยู่ข้างในมาก ด้านในแบ่งเป็นห้องๆรวม 5 ห้อง พระราชินีทรงพระราชทานชื่อห้องทั้ง 5 เอาไว้ (แต่ผมจำชื่อไม่ได้อ่ะ) เสียดายที่ตอนที่ไป ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เลยได้แต่รูปข้างนอกมาครับ

ออกจากถ้ำ ไปทุ่งดอกบัวตองกันต่อ ช่วงเดือนนี้เป็นช่วงที่ดอกบัวตองกำลังบานพอดีเลย โชคดีจริงๆ

ชม ความงามแถวนี้ประมาณชั่วโมงนึงก็ไปต่อกันที่น้ำตกแม่สุรินทร์ แต่หลังจากลงไปดูน้ำตกได้ไม่นาน ปรากฎว่าโดนกองทัพผึ้งบุกครับ ทั้งลูกทัวร์ทั้งไกด์เลยต้องรีบเผ่นกันขึ้นรถ

หลังจากแวะเติมพลังในมื้อเที่ยงแล้ว ไปกันต่อที่วัดพระธาตุดอยกองมู วันนี้นักท่องเที่ยวเยอะพอสมควรเลยครับ

หลังจากออกจากวัด แวะเก็บข้าวของกันที่ั สักสวยรีสอร์ท อาบน้ำอาบท่ากันเสร็จแล้ว ก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้าน มุมสบาย

เสร็จ แล้วโปรแกรมสุดท้ายของวันนี้คือไปเดินเล่นกันที่ถนนคนเดินครับ คนเยอะเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ผมไม่ค่อยได้เสียตังที่นี่เท่าไหร่แฮะ

เดินเข้าไปด้านในเจอ วัดจองกลาง บรรยากาศกลางคืนสวยดีครับ ด้านในมีคนกำลังปล่อยโคมอยู่ด้วย ผมเองก็เข้าไปแจมมานิดนึงเหมือนกัน

ราวๆ 3 ทุ่มครึ่งก็รวมพลกันกลับรีสอร์ท เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน พอถึงที่พักก็หลับสนิทเลยครับ เก็บแรงไว้วันพรุ่งนี้

no comment

24

Jul

ผมไม่ได้ทำ

Posted by Wichy  Published in เรื่องสั้น

“ผมไปทำงานก่อนนะ แล้วจะรีบกลับนะจ๊ะ”

สุรพันธ์ พนักงานบริษัทซอร์ฟแวร์ชื่อดังลาภรรยาก่อนไปทำงานตอนเช้า

“เดินทางดีๆนะคะคุณ แล้วเจอกันตอนเย็นค่ะ” ภรรยาของเขาตอบ

สุ รพันธ์เดินเข้าไปหอมแก้มภรรยาหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะเข้าไปหอมแก้มลูกสาวตัวน้อยวัยสองเดือนของเขาที่กำลังหลับอยู่ใน เปล  ชีวิตของสุรพันธ์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างสุดขีด ทั้งเรื่องการงานที่ได้เลื่อนตำแหน่งสองปีซ้อน เรื่องครอบครัวที่มีภรรยาที่รักและให้กำลังใจเขาเสมอ รวมไปถึงลูกสาวตัวน้อยๆที่เพิ่งเกิดที่เหมือนกับน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของสุ รพันธ์

“พ่อไปทำงานก่อนนะลูก แล้วพ่อจะรีบกลับมาหาลูกจ้ะ” เขาพูดกับลูกสาวทั้งที่รู้ว่าในตอนนี้เด็กน้อยยังไม่รู้เรื่องกับคำพูดของเขา

” เหนื่อยเหมือนกันนะ อยู่บ้านแถวชานเมืองแต่ต้องเข้ามาทำงานในเมืองทุกวันเนี่ย  แต่ก็ต้องอดทนไว้ก่อน พอเก็บเงินได้แล้วค่อยหาบ้านในเมืองอยู่แทน” สุรพันธ์พูดกับตัวเองระหว่างเดินไปรอรถเมล์ที่ปากซอย  ทันใดนั้น เขารู้สึกเหมือนถูกอะไรพุ่งเข้ามาชนจากทางด้านข้างจนตัวเขาล้มคว่ำ  เขาชะโงกหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหลังคนวิ่งอยู่ไวๆ ห่างจากตัวเขาไปเรื่อยๆ  สุรพันธ์ทั้งเจ็บทั้งงงว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ด้วยความสงสัยจึงมองไปทางที่คนที่ชนเขาพุ่งออกมา  ด้านข้างของสุรพันธ์เป็นซอยย่อยแคบๆที่เชื่อมกับซอยหลักที่สุรพันธ์เดิน ผ่านทุกวันโดยไม่ได้สนใจอะไร  แต่วันนี้เมื่อสุรพันธ์มองเข้าไป  เขาพบร่างผู้หญิงนอนคว่ำอยู่ในซอย ลึกเข้าไปราวๆห้าเมตร  ร่างนั้นท่วมไปด้วยเลือด

ด้วยความตกใจ สุรพันธ์วิ่งเข้าไปหาร่างนั้น พลิกขึ้นมาดู  ดวงตาของผู้หญิงเบิกโพลง ปากอ้าออก  แต่ไม่มีลมหายใจ

” ทำยังไงดีวะ  ใช่ ตำรวจ ต้องแจ้งตำรวจก่อน” สุรพันธ์พูดกับตัวเองก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมาด้วยมือที่ สั่นเทา  ยังไม่ทันได้กดหมายเลข เขาก็ได้ยินเสียงร้องออกมาจากด้านหลัง

” ฆ่าคนตาย!! ช่วยด้วย!! ฆาตรกรฆ่าคนตาย!!”  สุรพันธ์หันหลังกลับไปดูต้นเสียง เจ้าของเสียงกรีดร้องเป็นผู้หญิง ดูจากการแต่งตัวน่าจะเป็นพนักงานบริาทแห่งหนึ่งที่ต้องเดินทางไปทำงานเช่น เดียวกับสุรพันธ์   สุรพันธ์รีบลุกขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาเพื่อจะแก้ต่างให้กับตัวเอง แต่ร่างกายและเสื้อผ้าของเขาที่เปื้อนเลือดของผู้ตาย ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย

“อย่าเข้ามานะ!! ฆาตกร!! ช่วยด้วย!! ใครก็ได้ช่วยที!!” หญิงสาวเจ้าของเสียงวิ่งหนีสุรพันธ์พร้อมกรีดร้อง สุรพันธ์ออกวิ่งตาม

“เดี๋ยวก่อนคุณ ฟังผมก่อน มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด” สุรพันธ์ตะโกน แต่หญิงสาวไม่สนใจพร้อมกับวิ่งหนีต่อไป

เวลา นั้น ในซอยเริ่มมีผู้คนเดินกันขวักไขว่มากขึ้น  ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานที่ต้องเข้าไปทำงานในตัวเมืองเช่นเดียวกับสุรพันธ์  สุรพันธ์วิ่งตามไปได้ซักพักก็ถูกกระชากจนล้มลงโดยชายรูปร่างเล็กกว่าคน หนึ่ง  ชายคนนั้นกอดรัดสุรพันธ์ไว้แน่น

“จะหนีไปไหน ไอ้ฆาตกร” ชายคนนั้นตะโกนที่หูของสุรพันธ์

“ปล่อยผม ฟังผมก่อน” สุรพันธ์พูดพลางสะบัดให้หลุดพ้นจากการกอดรัด

“มืงไม่ต้องมาแก้ตัว เลือดเต็มตัวมืงแบบนี้มืงอย่ามาบอกว่ามืงไม่รู้เรื่อง”

” ปล่อยผม ปล่อยผม” ด้วยอาการสับสนปนตกใจ สุรพันธ์ใช้แรงทั้งหมดที่มี เหวี่ยงชายที่กอดรัดอยู่กระเด็นออกไปได้  ร่างของชายคนดังกล่าวกลิ้งตกจากฟุตบาทลงไปที่ถนน  จังหวะพอดีกับรถที่แล่นมา  รถคันนั้นแล่นทับเข้าไปที่ชายคนนั้น ล้อรถเหยียบเข้าไปตรงที่หัวจนกระโหลกแตก มันสมองสีขาวปนเหลืองทะลักออกมาพร้อมๆกับเลือดที่กระจายเต็มท้องถนน

เสียงกรีด ร้องด้วยความสยองและตกใจของผู้คนรอบข้างดังขึ้น แต่ละคนต่างก็วิ่งหนีให้ห่างจากจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว  เสียงตะโกน ไอ้ฆาตกร ฆ่าคนตาย ดังกึกก้องอื้ออึงไปหมด  สุรพันธ์ทรุดตัวนิ่งลงกับพื้น ตัวสั่นไปทั้งตัว  ตามองไปที่ร่างไร้วิญญาณของชายคนนั้น  รถที่ก่อเหตุไม่แม้กระทั่งจะจอดลงมาดูผลงานของตัวเอง

สุรพันธ์นั่งอยู่ตรงที่เกิดเหตุไม่นาน เขาก็ได้สติคืนมาเพราะได้ยินเสียงหวอของรถตำรวจ

” อยู่ไม่ได้แล้ว” สุรพันธ์คิดพลางออกวิ่ง  เขาเลี้ยวเข้าไปในซอยย่อยอีกซอยหนึ่งที่รถเข้าไม่ได้  แต่เขาก็ต้องหยุดเมื่อพบกับผู้หญิงคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่

“มืงอย่าหนีไปไหน” ป้าเมียดเจ้าของเพิงขายอาหารตามสั่งประจำซอยพูดขึ้น

” กูอยู่แถวนี้มาตั้งแต่เกิดจนแก่ ไม่เคยมีเรื่องฆ่ากันตายมาก่อน มืงอย่าหวังเลยว่าถ้ามืงไม่ถูกจับแล้วกุจะปล่อยให้มืงรอดไปได้  โธ่ กูเห็นมืงมากินข้าวที่ร้านกูอยู่บ่อยๆ  ลูกมีเมียมืงก็มีแล้ว  ไม่นึกเลยว่ามืงจะเป็นฆาตกร”

“ไม่ใช่นะป้า ฟังผมก่อน ผมไม่ได้ทำ” สุรพันธ์พยายามอธิบาย

“มืงอย่ามาโกหก กูเห็นด้วยตาของกูเนี่ย ว่ามืงผลักคนให้ถูกรถทับ”

“มันเป็นอุบัติเหตุป้า ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่ใช่…”

สุรพันธ์ได้ยินเสียงคนจากด้านหลัง เขาจึงตัดสินใจไม่ต่อล้อต่อเถียงกับป้าเมียดอีก พร้อมกับพยายามวิ่งฝ่าไป  ป้าเมียดคว้าเอวเขาไว้ได้

“มืงจะไปไหน กูไม่ให้มืงไป  ตำรวจ ทางนี้!! ไอ้ฆาตกรมันอยู่ทางนี้!!” ป้าเมียดตะโกนด้วยเสียงอันดัง

” ปล่อยผมนะป้า อย่ามาขวางผม” สุรพันธ์พยายามสะบัดให้พ้นจากการกอดของป้าเมียด จนในที่สุดป้าเมียดถูกสุรพันธ์เหวี่ยงออกจนล้มหัวกระแทกพื้น  สุรพันธ์เกือบจะออกวิ่งต่อถ้าไม่ได้เห็นเลือดที่ไหลออกมาจากหัวป้าเมียดทาง ด้านหลังที่ดูเหมือนท่อประปาท่อเล็กๆแตก  เขารีบช้อนตัวป้าเมียดขึ้นมา  ตาของหญิงชราเบิกกว้างแต่เลื่อนลอย  ไม่มีสัมผัสของการมีชีวิตเหลืออยู่  ตรงพื้นด้านหลังของหัว มีก้อนหินขนาดเท่าสองกำปั้นวางอยู่ที่พื้น  เลือดอาบก้อนหินทั้งสองก้อนนั้น

“นั่นไง มันอยู่นั่น”  สุรพันธ์มองกลับไปด้านหลัง พบตำรวจสามนายชี้มือมาทางเขาพร้มกับพูดขึ้น   สุรพันธ์ทิ้งร่างของป้าเมียดไว้กับพื้น วิ่งต่อเข้าซอยลึกไปเรื่อยๆ   ไอ้เด่น หลานป้าเมียด เดินออกมาตามป้าที่หายไปนาน ในมือของมันถือมีดทำครัวอยู่  ด้วยความที่มันไม่ได้มอง กับสุรพันธ์ที่วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้คนทั้งสองชนกันอย่างจัง  ทันทีที่ได้สติ สุรพันธ์เหลือบมองไปด้านหลัง เห็นตำรวจทั้งสามนายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  เขาไม่ต้องคิดอะไรมากนอกจากคว้ามีดทำครัวของไอ้เด่นที่ตกอยู่ข้างตัวขึ้นมา  ล็อคคอไอ้เด่นที่ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้  พร้อมกับเอามีดจ่อไปที่คอ  ตำรวจทั้งสามนายหยุดนิ่ง

“ใจเย็นๆก่อนนะคุณ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันได้ ทิ้งมีดลงก่อน” ตำรวจนายหนึ่งพยายามไกล่เกลี่ย

” ใจเย็นเหรอ!!  จะให้ผมใจเย็นอีกเหรอ!!  ผมบอกว่าผมไม่ได้ทำ ผมไม่ได้ฆ่าคนตาย มีใครเชื่อผมบ้างมั้ย  ผู้หญิงคนนั้นผมตั้งใจจะเข้าไปช่วยเธอ  ส่วนผู้ชายคนนั้นมันเป็นอุบัติเหตุ คุณเข้าใจมั้ย มันเป็นอุบัติเหตุ!!”

“วางมีดลงก่อนนะคุณ เชื่อผม แล้วเราค่อยมาคุยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

” คุยเหรอ คุยแล้วจะได้อะไร  คนในซอยทั้งซอยตะโกนเรียกผมว่าฆาตกรแบบนี้น่ะ ไม่มีซักคนเดียวที่บอกว่าผมไม่ได้ทำ มันเป็นอุบัติเหตุ แล้วแบบนี้ยังจะมีอะไรให้ผมพูดได้อีกเหรอ!!!”

“ถ้าคุณไม่ได้ทำ เราก็ไปพิสูจน์ด้วยขั้นตอนของกฎหมายสิ คุณเข้าใจมั้ย คุณทำแบบนี้ไปมันก็ไม่มีอะไรดขึ้นมา เชื่อผมนะ ทิ้งมีดซะก่อน” ตำรวจนายหนึ่งพูดพลางค่อยๆเดินเข้ามาหาสุรพันธ์

“อย่าเข้ามานะ อย่า!!!” ด้วยสถานการณ์ที่กดดันกับความรู้สึกที่สับสบกับเหตุการ์ที่เกิดขึ้นมาตลอด ของสุรพันธ์ทำให้แขนของเขากระตุกขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ  มีดทำครัวที่ใหญ่และคบกริบ ปาดเข้าที่คอของไอ้เด่น เลือดพุ่งกระฉูดออกมาเป็นสาย พร้อมๆกับร่างของไอ้เด่นที่ค่อยๆทรุดฉวบลง  ตำรวจทั้งสามนายตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รวมไปถึงสุรพันธ์

“ไม่… ไม่ใช่…  ผมไม่ได้จะฆ่า….  ผมไม่ได้ทำ….. ” สุรพันธ์พูดขึ้นช้าๆ   เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ตำรวจทั้งสามอย่างเลื่อนลอย    แต่แล้วจู่ๆตาของสุรพันธ์ก็เบิกโพลงขึ้น

“ไม่!!!!!” สุรพันธ์ตะโกนออกมาพร้อมกับวิ่งเข้าใส่ตำรวจทั้งสมนาย ในมือของเขายังกำมีดไว้แน่น

เสียงปืนหลายนัดดังคำรามลั่นทั่วซอย

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

วันต่อมา

” เฮ้ย อ๊อด อ่านข่าวนี้ยังวะ ระวังนะ เห็นเอ็งเครียดเรื่องงานบ่อยๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นแบบนี้เข้า”  ต้อง เพื่อนร่วมงานของผมพูดขึ้นพร้อมกับวางหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าผมแล้วเดินกลับ ไปที่โต๊ะของเขา

ผมหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านรายละเอียดของข่าวหน้าหนึ่งที่พาดหัวเอาไว้

“โปรแกรมเมอร์หนุ่มเครียด คลั่งไล่ฆ่าคน ตำรวจวิสามัญดับ”

ผมอ่านอยู่ซักพักจึงค่อยวางหนังสือพิมพ์ลงแล้วทำงานต่อโดยที่ไม่ได้สนใจข่าวนั้นอีกต่อไป

no comment

15

Jul

เรื่องของหมาตัวหนึ่ง

Posted by admin  Published in เรื่องสั้น

เมื่อคืนผมกำลังฝันดีแท้ๆ ฝันถึงอีเขียว สุดสวยของซอยผม ปกติผมไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะเห่าคุยกับหล่อนหรอก ขืนมีทำอย่างนั้นมีหวังได้โดนไอ้ปื้ดจอมโหดกัดผมตายเลย ในฝันขณะที่ผมกำลังคลอเคลียกับอีเขียวอยู่ รู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาที่ตัวผมทันที ผมลืมตาตื่นมาอย่างงงๆ ทั้งตัวผมเปียกไปหมด ผมเงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นเจ้านายกำลังหัวเราะอยู่

“วันนี้ก็อีกแล้วหรือ” ผมพูดกับตัวเอง

ผมถูกเจ้านายปลุกด้วยวิธีนี้มาตลอด จะให้ผมนอนสบายๆบ้างไม่ได้เหรอไงกันนะ

เจ้า นายขับรถออกไปแล้ว ผมสะบัดขนเพื่อให้ตัวแห้ง แหม ถึงเป็นหมาก็ไม่อยากเป็นหวัดหรอกนะคุณ ผมคิดที่จะนอนต่อ แต่แล้วก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปเพราะตาสว่าง อีกอย่าง ผมยังเจ็บต้นขาตรงที่ถูกเจ้านายตีเมื่อวานอยู่เลย ผมก็ไม่รู้นะว่าทำไมเจ้านายถึงเกลียดผม ทั้งๆที่เมื่อก่อนตอนที่นายหญิงยังอยู่ เจ้านายก็ดีกับผมมากแท้ๆ

” นายหญิงครับ ผมต้องอดทนต่อไปใช่ไหมครับ” ผมพูดกับตัวเอง ผมคิดถึงคำพูดในวันสุดท้ายที่ผมได้เห็นนายหญิง นายหญิงสั่งผมไว้ว่าให้ผมดูแลเจ้านายให้ดี จนถึงวันนี้ผมไม่มีอากาสได้เห็นนายหญิงอีกเลย แต่ผมก็ทำตามคำให้นายหญิงสั่งไว้อย่างเคร่งครัดนะ (ถึงแม้คำว่า ดูแล ที่นายหญิงสั่งไว้จะกลายเป็นการตกเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของเจ้านายก็เถอะ แต่ผมจะอดทนต่อไป)

ผมใช้เวลาเรื่อยเปื่อยตามประสาหมาๆ ไล่งับหางตัวเองบ้าง วิ่งไล่อีเหมียวที่ดันโผล่เข้ามาในรั้วบ้านบ้าง เห่าแซวหมาตัวเมียที่เดินผ่านหน้าบ้านบ้าง ก็ปากหมานี่ จะให้อยู่เฉยๆได้ยังไง จริงไหม

จนตกเย็น เจ้านายขับรถกลับมา ผมทำตัวเป็นหมาที่ดีดโยการวิ่งเข้าไปหาเจ้านายเพื่อต้อนรับการกลับบ้าน เจ้านายยิ้มให้ผม แล้วก็เตะผมเข้าทีหนึ่ง ผมงงเล็กน้อย แต่ก็เดินไปหาเจ้านายอีกครั้ง ผมถูกเจ้านายถีบที่ชายโครงจนผมล้มคว่ำ แล้วเจ้านายก็เดินเข้าบ้านไป ปล่อยให้ผมนอนเจ็บอยู่ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ตกดึก ผมได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดออก เจ้านายเดินออกมาพร้อมกับวัตถุแท่งยาวในมือ พร้อมกับเดินเข้ามาหาผม ผมเสียวสันหลังวาบเพราะรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ผมก็กระดิกหางพลางเดินเข้าไปเจ้านาย แต่แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ วัตถุยาวนั้นเจ้านายใช้มันฟาดมาที่ตัวของผม ไม่ว่าจะเป็นที่หลัง ที่ขา หรือที่ก้น ผมได้แต่ร้องด้วยความเจ็บปวด ผมรู้ว่าเจ้านายฟังผมพูดไม่รู้เรื่องหรอก ไม่อย่างนั้นผมคงจะถามเจ้านายสักคำว่า ทำร้ายผมทำไม

เจ้านายเดินกลับ เข้าบ้านไปแล้ว ผมค่อยๆพาร่างที่บอบช้ำของผมเดินไปที่ริมรั้วข้างๆรถของเจ้านายแล้วล้มตัวลง นอน ผมคงต้องพักสักหน่อย เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย ก่อนที่ผมจะหลับ ผมได้ยินเสียงพูด ไม่ใช่สิ เสียงเห่าเบาๆที่ข้างรั้ว

“ผมไม่เข้าใจพี่เลยจริงๆ ทำไมพี่ต้องทนยอมให้เขาถูกรังแกอยู่ได้” ผมมองไปทางต้นเสียง เป็นเสียงของไอ้ดำ หมารุ่นน้องของผม

“ทำยังไงได้ล่ะ เขาเป็นเจ้านายของพี่นี่ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรกับพี่ พี่ก็ต้องยอม” ผมตอบ

“พี่ยังเรียกคนแบบนั้นว่าเจ้านายอีกเหรอ เขาทำกับพี่ถึงขนาดนี้เลยนะ พี่น่าจะตอบโต้ไปบ้าง พี่ลืมศักดิ์ศรีของความเป็นหมาไปแล้วเหรอ”

” ก็เพราะศักดิ์ศรีของความเป็นหมาน่ะสิที่ทำให้พี่ต้องทนอยู่ถึงทุกวันนี้ยัง ไงล่ะ จำไว้นะไอ้ดำ ลูกผู้ชายชาติหมาอย่างเราๆ ถ้านับถือใครเป็นเจ้านายแล้ว ถึงต้องตายก็ต้องภักดีกับคนๆนั้นไปตลอด”

“ผมไม่เข้าใจพี่เลย” ไอ้ดำพูดขึ้นพร้อมกับเดินจากไป

“แล้วซักวันเอ็งจะเข้าใจ” ผมพูดเบาๆ

คืนนั้นผมฝันถึงรอยยิ้มเก่าๆของเจ้านายที่เคยมีให้ผม พร้อมทั้งลูบหัวผมไปด้วย

รุ่ง เช้า ผมลืมตาตื่นขึ้น เจ้านายยังไม่ออกจากบ้าน ผมเลยรีบย้ายตัวเองเข้าไปนอนใต้ชั้นเก็บของริมรั้ว สักพัก เจ้านายเดินออกมา เหมือนมองหาอะไรอยู่แต่ไม่เจอ ไม่นานก็ขับรถออกไป

ช่วง กลางวันผมแทบไม่ได้ขยับตัวไปไหนเลย เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการนอน คงเพราะบาดเจ็บด้วยมั้ง เลยทำให้ผมรู้สึกง่วงอยู่ตลอด รู้สึกตัวอีกทีก็เย็นซะแล้ว ไม่นานเจ้านายก็กลับมาบ้าน พอเจ้านายลงจากรถ ผมก็เดินเข้าไปต้อนรับเจ้านายเหมือนที่ทำมาทุกวัน แต่แปลกที่เจ้านายไม่สนใจผม ไม่เตะผมแต่กลับเดินเข้าบ้านไปเลย

เจ้า นายหายไปในบ้านไม่นานก็กลับมาพร้อมกับวัตถุแท่งยาวเหมือนเคย เจ้านายใช้วัตถุยาวนั้นฟาดลงมาที่ผมอย่างไม่ยั้งเหมือนที่ทำบ่อยๆ เพียงแต่วันนี้ผมรู้สึกว่าเจ้านายต้องการจะฆ่าผมให้ตาย ผมต้องหนีเอาชีวิตรอด ในที่สุดผมก็วิ่งไปหลบใต้ชั้นเก็บของริมรั้ว เลยรอดจากการถูกฟาดไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็โดนไปหลายทีเหมือนกัน คืนนั้น ผมเลียแผลตามตัวของผมก่อนที่จะผลอยหลับไป

กลางดึก ผมตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงแปลกๆ ผมลืมตาแล้วมองไปยังต้นเสียง พบคนสองคนกำลังปีนรั้วเข้ามาในบ้าน ทั้งคู่คงมองไม่เห็นผมที่นอนอยู่ ผมลุกขึ้นพร้อมกับเห่าอย่างสุดเสียงไม่หยุด ทั้งสองคนตกใจที่เห็นผม แต่ก็ไม่ได้หนีไปไหน ผมเห่าพลางคุมระยะห่างเพื่อรอดูปฏิกริยาของสองคนนั้น ทั้งสองคนค่อยๆเดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ

ทันใดนั้น ประตูบ้านก็เปิดออก ผมมองไปเห็นเจ้านายทำหน้าตกใจที่เห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ในมือของเจ้านายมีวัตถุแท่งยาวอยู่ ขนาดพอๆกับอันที่ใช้ฟาดผมเมื่อตอนเย็นนั่นแหละ เจ้านายยื่นนิ่งสักพัก จึงปรี่เข้าไปหาสองคนนั้นพร้อมกับใช้วัตถุยาวฟาดไปที่คนหนึ่ง แต่เจ้านายก็ถูกอีกคนหนึ่งอัดหงายจนล้ม แล้วทั้งคู่ก็ตรงเข้ามารุมกินโต๊ะเจ้านายของผม

ผมวิ่งเข้าใส่ผู้ชาย คนหนึ่ง กระโดดเข้างับที่แขน ผมออกแรงกัดเต็มแรงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ผมได้ยินเสียงร้องของชายคนนั้น แต่แรงหมาเหรอจะสู้แรงคนได้ ผมถูกชายคนนั้นสะบัดออกมาจนตัวผมกระแทกกับพื้น ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้าไปงับที่ขาของชายคนเดิมอย่างเต็มแรงอีกครั้ง ผมรู้สึกถึงรสชาติของเลือดในปากผม แต่แล้วผมก็ถูกอีกคนหนึ่งเตะเข้าที่ชายโครงจนผมกระเด็นออกไป ผมกัดฟันลุกขึ้นทั้งๆที่เจ็บไปหมด ขาของผมสั่น ผมรวบรวมกำลังเพื่อเห่าออกไป

จาก นั้นผมเห็นทั้งสองคนพูดอะไรกันก็ไม่รู้ แล้วก็ปีนรั้วออกไป เจ้านายผมล่ะ ผมมองหาเจ้านายแล้วก็เห็นเขานอนอยู่กับพื้น ผมรีบวิ่งเข้าไปหา พลางเลียที่หน้าเจ้านาย

“เจ้านายอย่าเป็นอะไรนะครับ” ผมคิดพลางเลียไปรอบๆหน้าของเจ้านายอย่างเป็นห่วง

ซัก พักเจ้านายชันตัวขึ้นมา มองมาทางผม ผมถอยหลังไปเล็กน้อยแล้วหลับตา ผมปกป้องเจ้านายไม่ได้ ผมคงโดนเจ้านายเล่นงานเอาอีกแน่ๆ แต่ผมคาดผิด เจ้านายเข้ามากอดผม ตัวของเจ้านายสั่น เล่นเอาผมยืนงงไปพักใหญ่ๆเลยแหละ

no comment

15

Jul

เรื่องของคนๆหนึ่ง

Posted by admin  Published in เรื่องสั้น

เสียงนาฬิกา ปลุกผมตื่นจากการหลับไหลอีกครั้ง  วันนี้ก็เป็นเหมือนเดิมๆที่ผมต้องไปทำงานตามปกติ

“เพิ่งหกโมงเอง อยากนอนต่อชะมัด” ผมพูดกับตัวเอง

แต่ผมก็ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก  เลยต้องลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัว เตรียมจะออกไปทำงาน  กว่าจะออกจากบ้านก็เกือบๆเจ็ดโมง ผมเดินไปที่รถ

“ไอ้หมาขี้เกียจ เจ้าของเอ็งต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าแท้ๆ เอ็งเป็นแค่สัตว์เลี้ยงดันมามัวนอนอยู่ได้” ผมพูดขึ้นเมื่อเห็นไอ้จ๋อ หมาของผมนอนอุตุอยู่ข้างรถ  ผมเดินไปหยิบกระบวยตักน้ำ  ตักน้ำจนเต็มแล้วสาดไปที่ไอ้จ๋อ  มันตื่นขึ้นพร้อมกับทำหน้าเหลอหลาเหมือนตกใจอะไรบางอย่าง  ผมหัวเราะอยู่ในใจ  เดินไปขยุ้มเอาอาหารหมาจากถุง โยนไปที่ชามข้าวของไอ้จ๋อ แล้วค่อยขับรถออกจากบ้านไป

ระหว่างขับรถ ผมแอบคิดถึงไอ้จ๋อว่าสักวันมันคงหัวใจวายตายแน่ๆเพราะผมปลุกมันแบบนี้แทบทุก เช้า  แต่ถ้ามันตายไปจริงๆก็คงจะดี  ผมจะได้ไม่ต้องเห็นมันที่เป็นสัตว์เลี้ยงที่แฟนของผม  ไม่ใช่สิ  แฟนเก่าผม เอามาเลี้ยงเอาไว้

“อ๊อต! ทำงานผิดอีกแล้ว  ผมบอกคุณแล้วไงว่าตรงนี้คุณต้องดูให้ดีๆ ตัวเลขมันเยอะจะพลาดเอาได้ง่าย  เอา! เอามาไปแก้ใหม่”  เสียงหัวหน้าเอ็ดผม  ก็เป็นเรื่องปกตินั่นแหละที่ผมจะถูกต่อว่าแบบนี้  คนที่ไม่เอาถ่านแบบผม ถูกปฎิบัติแบบนี้มาจนชินซะแล้วล่ะ  เดี๋ยววันนี้กลับไปค่อยไประบายอารมณ์กับไอ้จ๋อแทนก็ได้   ผมรับงานคืนจากหัวหน้าด้วยใบหน้าที่เฉยชา

ผมรู้สึกว่าเวลาทำงานในแต่ ละวันมันผ่านไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ  ใช่สิ ผมจำได้แล้ว ตั้งแต่ที่แฟนเก่าทิ้งผมไป  เธอเก็บข้าวของทุกอย่างของเธอออกไปจากบ้านของผม เหลือไว้แต่ไอ้จ๋อให้ผมดูต่างหน้า  ไม่สิ เหลือไว้ให้ผมต้องทนอยู่กับความทุกข์ทรมานที่เสียเธอไปต่างหาก  ผมเห็นไอ้จ๋อทีไรก็อดที่จะนึกถึงแฟนเก่าไม่ได้ซักที  ไอ้จ๋อเลยกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ให้กับมือเท้าผมเป็นประจำ  แต่ก็แปลกนะว่ามันไม่เคยจะเห่าหรือกัดตอบโต้ผมเลย  โธ่! ไอ้หมาขี้ขลาด

หลัง เลิกงาน ผมขับรถตรงกลับบ้าน  พอจอดรถเสร็จ ลงจากรถ  ไอ้จ๋อก็วิ่งตรงเข้ามาหาผมทันที  ท่าทางของมันเหมือนกับเด็กที่ดีใจเมื่อเห็นพ่อแม่กลับมา  มันกระดิกหาง เอาตัวเข้ามาคลอเคลียผม พร้อมกับเสียงครางเล็กๆ   ผมยิ้ม พร้อมกับทักทายมันด้วยการเตะมันที่ลำตัว  ไอ้จ๋อกระเด็นออกไปเล็กน้อย  มันทำท่าเหมือนกับงงไปซํกพัก  แต่แล้วมันก็กระดิกหางเข้ามาคลอเคลียผมต่อ

“ไอ้หมาปัญญาอ่อนเอ๊ย”  ผมพูดพลางถีบไอ้จ๋อเข้าอีกที  จนมันล้มหงายท้อง  ผมเดินเข้าบ้านไปทันทีโดยที่ไม่หันมามองมันแม้แต่น้อย

ตอนที่ผมกินข้าวเย็นเสร็จ(แน่นอนว่าเป็นอาหารถุง) โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น

“สวัสดีครับ  อ๋อ แม่เองเหรอ”  ผมพูดเมื่อรู้ว่าเสียงของฝั่งปลายทางเป็นเสียงของแม่ผมเอง

“อะไรนะครับ  ห้าหมื่นเหรอ  ผมเพิ่งโอนไปให้แม่รอบนึงตอนสองอาทิตย์ที่แล้วเองนี่ครับ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับแม่  ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น  ครับ ครับ  เข้าใจแล้วครับ  ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะโอนไปให้อีกครับ”

ผมตอบรับแม่อย่างว่าง่ายเพราะรู้นิสัยแม่ผมดีว่า  ถ้าแม่ผมอยากจะได้อะไร ใครก็ขัดแกไม่ได้หรอก

” ห้าหมื่นเหรอ”  ผมพูดกับตัวเอง  แล้วอย่างนี้ผมจะทำอะไรต่อไปดีล่ะ  เงินทองก็ร่อยหรอลงทุกวันๆ  ทำงานหาเงินมาได้  ก็ถูกที่บ้านเอาไปใช้ด้วยเหตุผมที่หลายๆครั้งมันฟังไม่ขึ้นเลย  ผมส่าผมเคยอธิบายกับที่บ้านไปแล้วนะว่าคนทำงานเงินเดือนหมื่นกว่าๆอย่างผม น่ะ จะให้ส่งเงินกลับบ้านครั้งละหลายๆหมื่นมันคงเป็นไปไม่ได้หรอก   ผมก้มหน้า  ใช้สองมือขยุ้มไปที่หัวตัวเองจนผมเส้นผมหลุดติดออกมา   ผมคงต้องหาทางระบายอารมณ์อีกแล้ว  ผมหยิบไม้พลองที่วางอยู่ใต้บันไดออกมา  เปิดประตูบ้านพร้อมกับเดินไปหาไอ้จ๋อที่กำลังกระดิกหางอย่างดีใจเมื่อเห็น ผมกำลังเดินเข้าไป

แล้วเสียงหมาที่ร้องโหยหวนเพราะความเจ็บปวดก็ดังลั่นซอยอีกครั้ง

เช้า วันต่อมา ผมขับรถไปทำงานตามปกติ แต่วันนี้ไม่เห็นไอ้จ๋อตอนเช้า มันคงแอบไปหลบที่ไหนสักแห่ง ผมเลยอดได้แกล้งมัน  ก่อนเข้าทำงานแวะโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่หน้าตึก  ผมรับใบสลิปที่ออกมาจากเครื่อง  มองเสร็จแล้วได้แต่ส่ายหน้า  เงินเก็บตั้งแต่ผมเริ่มทำงานมา จากหกหลัก ตอนนี้เหลือแค่ห้าหลักซะแล้ว   ถึงแม้จะเป็นจำนวนที่พออยู่ได้ก็จริงอยู่  แต่ถ้าเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ  สักวันมันคงเหลือศูนย์แน่ๆ  ผมหัวเราะให้ตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์เพื่อไปทำงาน

“อ๊อต เข้ามาที่ห้องผมหน่อย ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”  หัวหน้าเรียกผมเมื่อเห็นผมเดินเข้ามาในออฟฟิส  ผมเดินตามหัวหน้าเข้าไปในห้องทำงานของเขาที่อยู่ริมทางเดิน

“นั่งลง ก่อนสิ”  หัวหน้าบอกผม  แล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้หนังด้านหลังโต๊ะทำงาน  ผมลากเก้าอี้ที่อยู่ด้านหน้าของโต๊ะทำงานหัวหน้าออกแล้วนั่งลง

“คือ อย่างนี้อ๊อต  ผมพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการทำงานของคุณ  ผมว่าช่วงหนึ่งปีให้หลังนี้ มันตกลงไปเยอะมากเลยนะ  หลายๆงานที่คุณทำผิดพลาด บางครั้งก็ทำให้บริษัทเสียหายไปไม่น้อยเลย”

หัวหน้าพูดมาแค่นี้ ผมก็พอจะรู้แล้วว่าผมจะโดนอะไรต่อไป

” ผมอยากให้คุณปรับปรุงการทำงานของตัวเองหน่อย  ตั้งใจกับมันให้มากกว่านี้  อย่าให้พลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก  ถ้าไม่อย่างนั้น บางที ผมอาจจะต้องพิจารณาคนอื่นเข้ามาทำงานแทนในส่วนของคุณก็เป็นได้  คุณคงเข้าใจนะ”

“ครับ”  ผมตอบหัวหน้าสั้นๆ

หลังจากออกมาจาก ห้องหัวหน้า  ผมมานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของผม  แปลกนะที่ผมไม่ค่อยรู้สึกเศร้าเท่าไหร่เลย  ถึงแม้ถ้าไม่ใช่แค่การเตือน แต่เป็นการไล่ผมออกแทน  ผมก็คงจะไม่เศร้ามากไปกว่านี้เท่าไหร่ล่ะมั้ง  นานแล้วนะที่ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจออกมาจากใจจริง  จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าน่าจะเป็นตอนที่แฟนเก่าทิ้งผมไปล่ะมั้ง เป็นวันที่ผมร้องไห้เป็นครั้งสุดท้าย   หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเสียน้ำตาอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร  ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ  มันแค่เหมือนเก็บสะสมอยู่ข้างในเท่านั้นเอง   ผมคิดว่าผมคงต้องระบายมันออกมาบ้างเสียแล้ว

หลังเลิกงาน ผมขับรถตรงเข้าบ้านเหมือนทุกๆวัน  ลงจากรถก็เจอไอ้จ๋อยืนทำหน้าเซ่อๆกระดิกหางให้ผมอย่างเคย  วันนี้ผมไม่ได้เตะมันเหมือนทุกๆวัน  แต่ผมเดินเข้าไปในบ้าน  หยิบไม่พลองท่อนเดียวกับที่ตีไอ้จ๋อเมื่อวาน  เอามาฟาดใส่ไอ้จ๋ออย่างไม่ยั้ง  มันร้องอย่างเจ็บปวดพลางวิ่งหนีผม  แต่ผมก็ตามเข้าไปตีมันซ้ำได้อีกสองสามครั้งก่อนที่มันจะมุดเข้าไปแอบอยู่ ใต้ชั้นเก็บข้างขนาดใหญ่ริมรั้วที่ผมตามเข้าไปไม่ถึง

“ไอ้หมาขี้ขลาด”  ผมตะโกนออกมา   เหวี่ยงไม้พลองลงกับพื้นแล้วเดินเข้าบ้านไป  วันนั้นผมไม่ได้ให้ไอ้จ๋อกินข้าวเย็น

กลาง ดึกคืนนั้น ผมตื่นขึ้นเพราะเสียงหมาเห่าปนคำราม  ผมเดินออกมาจากห้องนอน  เดินไปใต้บันไดเพื่อจะหาไม้พลองท่อนประจำ แต่นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเย็นไม่ได้เอากลับเข้ามาในบ้าน ผมเลยคว้าไม้อีกท่อนที่พิงอยู่ที่ใต้บันไดมาแทน

“หาเรื่องเจ็บตัวอีกแล้วนะเอ็ง ไอ้จ๋อ” ผมพูดกับตัวเอง

ผม เปิดประตูบ้านออก  แต่สิ่งที่ผมเห็นกลับเป็นสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง  ผมพบผู้ชายแปลกหน้าสองคนอยู่ในรั้วบ้านผม  ส่วนไอ้จ๋อเห่าอย่างไม่หยุด พลางคำรามใส่คนแปลกหน้าทั้งสองไปด้วย

“เฮ้ย! ขโมยเหรอวะ”  ผมร้องออกมา  แทนที่ผมจะหนี หรือหลบไปแจ้งตำรวจ  ผมกลับพุ่งเข้าใส่สองคนนั้น  ไม้พลองในมือผม ฟาดเข้าเต็มๆหน้าของชายคนหนึ่ง  แต่ผมก็ถูดหมัดของชายอีกคนหนึ่งเข้าที่เต็มแก้มจนผมล้มกลิ้ง

“กล้า นักเหรอมืง” ชายคนที่ต่อยผมพูดขึ้น พร้อมทั้งประเคนเท้าใส่ร่างของผมที่ล้มอยู่  ส่วนอีกคนหนึ่งที่เหมือนเริ่มได้สติ เดินตามมาสมทบ  ผมถูกทั้งแตะทั้งต่อยจนผมไม่สามารถทำอะไรสองคนนั้นได้อีกเลย  แต่ก่อนที่สติของจะดับวูบลง  ผมเห็นไอ้จ๋อวิ่งเข้าใส่หนึ่งในสองคนนั้น พร้อมกับกัดเข้าที่แขน  ไม่นานมันก็ถูกสะบัดหลุดออกไป  ไอ้จ๋อลุกขึ้นพร้อมกับกัดเข้าที่ขาของชายคนเดิม  เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของชายคนนั้นดังขึ้น  แต่ชายอีกคนที่เหลืออยู่ก็เข้ามาเตะไอ้จ๋อจนมันกระเด็นออกไปอีกครั้ง  ไอ้จ๋อลุกขึ้นมาพร้อมกับเห่าด้วยเสียงอันดังอย่างไม่หยุด  ผมเห็นขามันสั่นไม่น้อยเลย

“ท่าไม่ดีแล้วว่ะ วันนี้ไปกันก่อนเหอะ” ชายคนที่เตะไอ้จ๋อพูดกับอีกคนหนึ่ง จากนั้นทั้งสองคนก็ปีนรั้วบ้านผมออกไป

ผมนอนหงายอยู่กับพื้น ร่างกายระบบไปหมด  ความจริงผมยังพอจะมีแรงลุกขึ้นไหว แต่ผมอยากจะนอนอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆมากกว่า

“ขนาดมีเรื่องเสียงดังแบบนี้ ยังไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนออกมาดูกันสักคน” ผมคิดในใจพลางแค่นหัวเราะให้กับตัวเอง

ผม รู้สึกเหมือนมีอะไรอุ่นๆแฉะๆที่ตรงแก้ม  ผมเหลือบตาขึ้นไปดูพบว่าไอ้จ๋อกำลังเลียที่แก้มผมอยู่  มันกระดิกหางพร้อมกับครางในลำคอเบาๆเหมือนกับที่มันทำทุกวันเวลาเจอผม  ผมลุกชันตัวขึ้นมา ที่ตาผมรู้สึกเหมือนมีน้ำตาคลออยู่  ผมหันไปกอดไอ้จ๋อไว้แน่น พร้อมกับร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ

no comment

13

Jul

หมดมุข

Posted by Wichy  Published in เรื่อยเปื่อย

วันนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แล้วคิดไม่ออกเลยว่ามันเป็นยังไง หมดมุขเขียนเรื่องสั้นครับ ความจริงพล็อตในหัวมันก็พอมีเหลืออยู่บ้างนะ แต่ไอ้การนำพล็อตเล็กๆมาเรียบเรียงให้กลายเป็นเรื่องราวที่คนอ่านสามารถอ่าน ตามแล้วสร้างอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องของเราได้นี่ดิ มันยากจัง ทำไมคนอื่นเขาเขียนเรื่องกันเก่งๆจังวุ้ย สงสัยผมคงต้องฝึกอีกเยอะ

หมด มุขแล้ว เอาเรื่องใกล้ๆตัวมาเขียนดีกว่า วันนี้เพิ่งไปโกยขุมทรัพย์กองใหญ่ๆเกี่ยวกับ Morning Musume มาจากในเนตครับ ยัดใส่ iPod กันสนุกสนานเลยทีเดียว มันก็เพลินดีนะกับการได้ติดตามวงๆนี้ รวมไปถึง H!P วงอื่นๆ อย่างน้อยเวลาเดินทางไปทำงานไป-กลับก็มีอะไรทำแก้เบื่อ เวลาว่างๆก็มีเพลงดีๆฟัง มีความสุขไม่น้อยเลย

วัน หยุดผ่านไปเร็วจัง พรุ่งนี้ก็วันทำงานอีกแล้ว แต่อาทิตย์นี้ดีหน่อย ได้หยุดหนึ่งวัน ถือว่าเป็นโบนัสเล็กๆของคนทำงานก็แล้วกัน ว่าไปแล้วก็เบื่อๆงานที่ทำบ้างแล้วล่ะ แต่ทำไงได้ล่ะ มันยังไม่มีทางเลือกนี่ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำต่อไป

ช่วงหัวค่ำนี่ไม่รู้จะทำไรดีเลยแฮะ ดูคอนเสิร์ท Morning Musume ที่โหลดมาต่อดีกว่า ไอจังน่ารัก ริสะจังน่ารัก เอริจังก็น่ารัก เลือกไม่ถูกเลย (มองซ้ายมองขวา แฟนไม่อยู่ รอดตัวไป )

no comment

12

Jul

ทำไมมันไม่ไปทำกันในที่ลับตาวะ

Posted by Wichy  Published in เรื่อยเปื่อย

วันนี้ผมออกไปข้างนอก ไปขาย ipod nano ที่ไม่ได้ใช้แล้ว ก็ตั้งขายในห้องเปิดท้ายของหมวด gadget pantip นั่นแหละ ความจริงมันก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดาๆใช่มั้ยล่ะครับ แต่วันนี้ต่างจากวันอื่นๆนิดนึง

ตอนที่ผมกำลังยืนอยู่บนรถไฟฟ้า BTS หลังผมพิงกับกำแพงรถ ผมมองตรงไปข้างหน้า ก็เจอหนุ่มสาวคู่หนึ่งพิงกำแพงอีกฝั่งเหมือนกัน ถึงสองคนนั้นจะยืนยู่ตรงหน้าผมก็เถอะ แต่การจ้องคนอื่นมันก็ไม่ดีใช่มั้ยล่ะ ผมก็พยายามจะเบี่ยงสายตาไปมองที่อื่นแล้วนะ แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว พักสายตามองตรงๆไปบ้างก็ได้ ทันใดนั้นแหละ ผมเห็นผู้หญิงที่มากับผู้ชายคนนั้นค่อยๆเคลื่อนใบหน้าเข้าหาผู้ชายๆอย่าง ช้าๆ ใกล้ขึ้นๆ จนริมฝีปากของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่เซ็นต์ เมื่อเข้าใกล้เต็มที่ ปรากฎว่าฝ่ายชายเหลือบมาทางผม สายตาเราสบกัน ผู้ชายคนนั้นเลยผลักผู้หญิงออกเบาๆ แล้วทั้งคู่ี่ก็พากันลงที่ป้ายหน้า

นั่ง รถไฟฟ้ามาสุดสายแล้ว ขึ้นรถเมล์ต่อ ตอนที่รถเมล์แล่นผ่านป้ายรถเมล์ข้างๆเมเจอร์รัชโยธินนี่สิ สายตาตัวดีของผมก็ดันเหลือบไปเห็นวัยรุ่นคู่หนึ่ง ฝ่ายหญิงใส่ชุดนักเรียน ส่วนฝ่ายชายเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อฝ่ายหญิง เอ่ออ.. ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ไข่ดาวจริงๆ ล้วงไปแบบนั้นยังไงมันก็โดนหน้าอกอยู่แล้ว ที่สำคัญแค่มันเป็นกลางป้ายรถเมล์ที่มีคนอยู่เยอะๆด้วยนี่สิ

ตอน ผมเดินเข้าบ้าน ผมก็หวนคิดถึงเหตุการณ์สองอย่างนี้อีกครั้ง คนเราบางคนสมัยนี้ก็นะ จะทำอะไรก็ทำเถอะ มันเป็นสิทธิของคุณเอง เป็นร่างกายของคุณเอง แต่ทำไมต้องมาทำในที่สาธารณะให้มันประเจิดประเจ้อ ทำไมมันไม่ไปทำในที่ลับตาวะ

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

ไม่รู้เหรอว่าคนอื่นเห็นแล้วอิจฉาว้อยยย

ปล. ที่เห็นสองอย่างนี้น่ะ เรื่องจริงนะจ๊ะ

no comment

10

Jul

จดหมายถึงคนที่อยู่ไกล

Posted by Wichy  Published in เรื่องสั้น

เป็นเวลานานแล้วนะที่เราไม่ได้เจอกัน ผมสบายดี คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมนะ ถึงมันจะเหงาไปบ้าง แต่ผมก็ยังทนไหว หวังว่าคุณคงสบายดีเหมือนกันนะ

เกือบปีแล้วนะที่ผมไม่ได้พบคุณ มันเป็นเวลาที่ไม่นานมาก แต่ผมรู้สึกว่ามันนานมากๆเลยสำหรับผม ชีวิตประจำวันของผมก็ยังเหมือนเดิมที่คุณเคยรู้นั่นแหละ บ้านของเราข้าวของต่างๆก็ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปจากตอนที่เรายังอยู่ด้วยกันหรอก

ถึงผมจะบอกว่าเวลาที่ ไม่มีคุณ มันจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่เวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน มันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจังนะ เกือบแปดปีแล้วสินะที่เราได้รู้จักกัน คุณรู้ไหม ผมยังจำได้ดีเลยนะเราทำอะไรร่วมกันมาบ้าง หนังเรื่องแรกที่เราดูด้วยกัน สถานที่ที่เราไปเดทกันครั้งแรก หรือเรื่องอื่นๆที่เราเคยทำร่วมกันมา ผมก็คิดว่าคุณยังจำมันได้เหมือนกันใช่ไหม

คุณรู้ใช่ไหมว่าผมไม่ใช่ คนที่ชอบแสดงออก ทุกอย่างที่คุณทำเพื่อผม ผมรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณนะ ในใจผมอยากจะพูดขอบคุณคุณทุกครั้งที่คุณทำอะไรให้ผม แต่ผมก็ไม่เคยพูดมันเลย คุณก็เคยน้อยใจเรื่องนี้อยู่หลายๆครั้งใช่ไหม ผมก็รู้นะ ผมถึงได้เป็นฝ่ายง้อคุณบ่อยๆไง

จำเรื่องที่ผมขอคุณแต่งงาน ได้ไหม วันต่อมาคุณบอกผมว่าคุณประทับใจในสิ่งที่ผมทำ คุณบอกว่าผมเตรียมการมาได้อย่างดีมาก แต่คุณไม่รู้หรอกว่ากว่าผมจะทำมันออกมาได้ ผมก็แทบแย่เหมือนกัน ผมเลือกร้านอาหารอยู่ร่วมๆสองอาทิตย์เลยนะ กว่าจะหาร้านที่ตรงกับบรรยากาศที่ผมคิดไว้ ดอกไม้ช่อนั้นที่ผมให้คุณ ผมไปนั่งเลือกอยู่ที่ร้านอยู่หลายชั่วโมงเลย รวมไปถึงบทพูดที่คุณว่าคุณประทับใจ รุ้ไหมว่าผมนั่งท่องบทกับตัวเองอยู่เป็นอาทิตย์เลยนะ ยิ่งเวลาที่พูดขอคุณแต่งงานจริงๆน่ะ ถึงคำพูดจะดูชัดเจนฉะฉาน แต่ตอนนั้นใจผมเต้นรัวไปหมดเลย ความจริงผมก็อยากเล่าเรื่องตรงนี้ให้คุณฟังก่อนหน้านี้นะ แต่ผมก็ไม่ได้เล่าสักที

ยิ่งตอนที่ผมจะเข้าไปขอคุณกับพ่อแม่ของคุณนะ ผมยิ่งสั่นเข้าไปใหญ่ ถึงผมจะพบพ่อแม่ของคุณมาหลายครั้งแล้ว แต่เวลาอย่างนี้ มันก็อดที่จะประหม่าไม่ได้ อยากขอบคุณพ่อแม่ของคุณนะ ที่ท่านเข้าใจและไว้ใจในตัวผมในการที่จะให้มาดูแลลูกสาวของท่าน ถึงตอนนี้ผมก็ว่าผมได้ทำหน้าที่นั้นอย่างไม่บกพร่องนะ คุณว่ายังงั้นไหม

ผม ลืมบอกคุณไป ไอ้เหมี่ยวก็สบายดีนะ ตอนนั้นมันอ้วนกว่าตอนที่คุณยังอยู่เสียอีก ดูเหมือนมันจะรู้นะว่าเจ้าของของมันหายไป ตั้งแต่คุณไม่อยู่ ผมมักจะได้ยินเสียงมันร้องตอนดึกๆแทบทุกคืนเลย แต่คุณไม่ต้องห่วงนะ ผมจะดูแลมันแทนคุณเอง ยังไงมันก็เป็นแมวที่คุณรักนี่ใช่ไหม ถึงแม้ว่าตอนที่คุณยังอยู่ ผมจะงอนคุณเพราะไอ้เหมี่ยวอยู่หลายครั้งก็ตาม คุณยังหัวเราะใส่ผมเลยว่าคนอะไรหึงแม้กระทั่งกับแมว

วันเกิดคุณเมื่อ สองเดือนที่แล้ว ผมจัดงานวันเกิดให้คุณด้วยนะ คุณรับรู้ใช่ไหม ผมสั่งเค้กสตอร์เบอรรี่มาให้คุณ ผมจำได้นะว่าคุณเคยบอกผมว่าคุณชอบเค้กสตอร์เบอรรี่มากที่สุด ถึงแม้ว่าตอนที่คุณอยู่ ผมจะไม่เคยซื้อมาให้คุณในวันเกิดคุณเลยเพราะผมไม่ชอบกิน คุณเองก็แซวผมอยู่บ่อยๆว่าไม่รู้ใครเป็นเจ้าของวันเกิดกันแน่

คุณ อ่านมาถึงตรงนี้ ผมรู้นะว่าคุณกำลังยิ้มอยู่ ผมบอกคุณบ่อยๆไงว่าผมชอบรอยยิ้มของคุณ เวลาที่คุณปล่อยผมแล้วยิ้มน่ะ สวยมากเลยนะ ถึงคุณจะไม่ใช่คนสวยแบบที่ชวนให้ผู้ชายคนอื่นหลงไหล แต่คุณก็สวยที่สุดสำหรับผมแล้วล่ะ คุณเองก็เคยบอกเหมือนกันว่าคุณก็ชอบให้ผมยิ้ม ต่างกันแค่ว่าคุณบอกว่าเวลาผมยิ้มแล้วดูเหมือนหมู คุณมองแล้วอารมณ์ดี แต่ไม่เป็นไรหรอก ถึงเวลาผมยิ้มแล้วจะเหมือนอะไรก็ตาม แต่ผมรู้ว่าคุณชอบ เวลาที่เราอยู่ด้วยกันผมถึงยิ้มให้คุณเสมอไง

ผมลืมบอกคุณไปอย่าง หนึ่ง ตอนนี้ผมได้เลื่อนตำแหน่งแล้วนะ ตำแหน่งซีเนียร์ที่ผมบอกคุณตั้งแต่แต่งงานกันใหม่ๆว่าสักวันผมต้องเป็นให้ ได้ คุณก็รู้ว่าคนหัวทึบอย่างผมน่ะ จะให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานมันก็ยากหน่อย แต่คุณก็เป็นกำลังใจให้ผมเสมอมาใช่ไหมล่ะ ในตอนที่ผมท้อ คุณยังบอกผมเลยว่า ไม่ว่าคนอื่นจะเห็นผมเป็นยังไง ผมก็เป็นคนเก่งที่สุดของคุณเสมอ เพราะกำลังใจจากคุณนั่นแหละ ที่ทำให้ผมสู้ต่อไปไหว

แต่น่าเสียดายนะ ถ้าไม่มีอุบัติเหตุในวันนั้น ป่านนี้คุณคงยังอยู่เคียงข้างผม กว่าผมจะไปถึงโรงพยาบาล หมอก็บอกให้ผมเริ่มทำใจได้แล้ว ผมยังรู้สึกได้อยู่นะ สัมผัสของมือคุณในวันนั้น คุณยังมีสติอยู่ กุมมือผม ตอนนั้นผมพูดอะไรไม่ออกหรอก มันจุกอยู่ในคอไปหมด คุณยิ้ม แล้วพูดกับผมเป็นประโยคสุดท้ายว่าให้ผมยิ้มเข้าไว้ คุณอยากเห็นใบหน้าที่ยิ้มของผม มากกว่าใบหน้าที่เสียใจ แล้วตาคุณก็ปิดลง

คุณ อยู่ที่นั่นคงเหงานะ ผมเองก็เหงา แต่เพราะคำพูดของคุณ ผมเลยยังยิ้มสู้ชีวิตอยู่ได้ แต่คุณรอผมนะ อีกไม่นานหรอก ผมจะตามไป แล้วเราจะอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ตลอดไป…

no comment

9

Jul

เธอจะอยู่กับผมตลอดไป

Posted by Wichy  Published in เรื่องสั้น

แสงแดดในตอนเช้าส่องเข้าหน้าผมผ่านทางหน้าต่างที่หัวเตียง ผมค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า  หันไปมองที่ร่างที่นอนอยู่ข้างๆผม  มือของเรายังกุมกันไว้อยู่  เพียงแต่วันนี้ต่างออกไปจากวันอื่นๆ  ตรงนี้เจ้าของร่างนั้นตื่นก่อนผม  รอยยิ้มน้อยๆถูกส่งมาให้ผม  ผมยิ้มตอบกลับไปด้วยความรู้สึกที่อบอุ่น

.

.

.

.

.

ผมนึกถึงเรื่องราวของเราเมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่เรายังอยู่ด้วยกัน  เพราะความว่าง ทำให้ผมนึกย้อนไปในช่วงเวลาที่เก่ากว่านั้น

“สวัสดีค่ะ ชื่อหวานค่ะ” นี่เป็นประโยคแรกที่ของเธอที่ผมได้ยินตอนที่มีการแนะนำตัวนักศึกษาฝึกงานใน แผนกของผม  หลังจากที่ผมหันไปมองเจ้าของเสียงแล้ว  คำพูดและกิจกรรมที่เหลือทั้งหมดของการแนะนำตัวนักศึกษาฝึกงานคนอื่นๆไม่อยู่ ในความสนใจของผมอีกเลย

เหมือนจะเป็นโชคของผมด้วย  ที่หัวหน้าให้ผมมาเป็นพี่เลี้ยงของเธอ  ตลอดเวลาสามเดือนที่เธอมาฝึกงานในบริษัทผม  เราคุยกันเยอะมาก ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานก็ตาม  แต่พอในเวลาว่าง เรามักจะมีเรื่องหยอกล้อ หรือแซวกันเพื่อเรียกเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ  แต่ทั้งหมดก็อยู่แค่ในความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องเท่านั้น

อย่างที่เขาว่ากันว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ  สามเดือนของการฝึกงานผ่านพ้นไป  แผนกของผมมีการเลี้ยงอำลาน้องๆในช่วงค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง  ทุกคนเดินทางกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงหวานที่กำลังเก็บข้าวของอยู่ กับผมที่แกล้งทำเป็นงานยุ่งเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันกับหวาน  ในที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าเท่าที่มีอยู่ เดินเข้าไปหาหวานที่กำลังง่วนกับการเก็บของที่โต๊ะ  ผมจับมือของหวานขึ้นมา พร้อมกับขอคบกับหวาน  ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าทำไปได้ยังไง ปกติผมไม่ใช่คนที่จะเข้าถึงเนื้อถึงตัวผู้หญิงอยู่แล้ว   พอผมพูดจบ หวานก้มหน้านิ่งสักพัก  ผมแอบสังเกตุเห็นที่แก้มของหวานมีสีชมพูเรื่อๆ  ไม่นาน หวานเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้ผมพร้อมกับตอบตกลง

หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของเราก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นเหมือนกับคู่รักคู่อื่นๆทั่วไป  ช่วงก่อนที่หวานจะเรียนจบ หวานเครียดกับโปรเจกท์สุดท้ายที่เธอทำมาก  ผมคอยเป็นกำลังใจ คอยปลอบโยน คอยช่วยเหลือเธอจนสุดท้าย เธอก็ผ่านมันมาได้  ในวันที่หวานส่งโปรเจกท์ คืนนั้นเราไปฉลองกันเล็กๆที่ร้านอาหารริมน้ำ  ตบท้ายด้วยไปดูหนังรอบดึก  หวานเอียงหัวมาซบกับไหล่ผม  ผมได้กลิ่นแชมพูอ่อนๆจากผมของเธอ

หวานใช้เวลาประมาณสามเดือนในการหางาน มีบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งที่เธอหวังเอาไว้มากเรียกเธอเข้าไปทำข้อสอบในอีก สองอาทิตย์ข้างหน้า  ผมดูหัวข้อที่จะใช้สอบ มันไม่ง่ายเอาซะเลย  เวลาที่เหลืออีกสองอาทิตย์ เราจึงเหมือนกับกลายไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง  หวานอ่านหนังสือตั้งแต่เช้าถึงค่ำ  ส่วนตัวผม หลังเสร็จจากงานก็จะไปช่วยหวานอ่านเก็บตกในหอพักของเธอจนเกือบๆเที่ยงคืนทุก วัน  ช่วงนั้นผมเหนื่อยมาก แต่ก็มีความสุขในเวลาเดียวกัน

การสอบผ่านไปแล้ว หวานสัมภาษณ์ในวันเดียวกับที่เธอสอบ  หลังจากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็มีจดหมายจากบริษัทแห่งนั้นส่งมาถึงเธอ  หวานโทรศัพท์เรียกผมให้มาหาเธอที่หอ  ผมใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงจากบ้านผมรีบมาที่หอของหวาน  หวานเปิดซองจดหมายแล้วถือกระดาษที่อยู่ข้างในด้วยมือขวา  ส่วนมือซ้ายกุมมือผมเอาไว้ มือของหวานเย็นเฉียบ  ผมรู้สึกได้ถึงการสั่นเล็กๆที่มือของหวาน  หวายพลิกกระดาษขึ้นมาอ่าน  เนื้อความเขียนไว้ว่าหวานผ่านการสอบทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ พร้อมกับนัดหมายเวลาที่จะเข้าไปคุยถึงเรื่องสวัสดิการและเซ็นสัญญา  เราทั้งสองคนตะโกนดีใจออกมาแทบจะสุดเสียง  หวานโผตัวเข้ามากอดผม เช่นเดียวกับผมที่กอดตัวเธอเอาไว้   คืนนั้น เราได้ไปฉลองกันที่ร้านอาหารที่แพงที่สุดที่เราเคยกินตั้งแต่คบกันมา  จนเกือบสี่ทุ่ม ผมพาหวานมาส่งที่หอ  นั่งคุยกันสักพัก ผมลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวจะกลับบ้าน แต่หวานจับมือผมเอาไว้ไม่ให้ผมกลับ

แล้วคืนนั้นเราก็เป็นของกันและกัน

หลังจากวันนั้น หวานก็ย้ายเข้ามาอยู่กับผม  ชีวิตของเราสองคนคล้ายๆกับคู่แต่งงานใหม่อย่างไรอย่างนั้น  เราทั้งสองค่อยๆเรียนรู้เรื่องของอีกฝ่ายที่ไม่เคยรู้มาก่อน  ผมได้รู้ว่าหวานเป็นคนนอนขี้เซาและตื่นหลังผมเสมอ  หวานเกลียดไข่เจียวแต่ชอบไข่ดาวมาก  หวานใช้เวลาในห้องน้ำในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง  เช่นเดียวกับหวานที่เรียนรู้เรื่องต่างๆของผม

ถึงแม้ที่ทำงานของหวานจะอยู่คนละทิศกับที่ทำงานของผมจนผมไปส่งเธอไม่ได้ก็ ตาม  แต่พอเวลาเลิกงานมาถึง เราสองคนจะรีบกลับให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะใช้เวลาอยู่ร่วมกัน  บางครั้งผมก็พาเธอไปค้างที่รีสอร์ทชายทะเล  บางครั้งเราก็ไปเที่ยวภูเขา ไปขึ้นภูขึ้นดอยกัน  ชีวิตของเราทั้งสองในช่วงนั้นแทบจะไม่มีคำว่าเบื่ออยู่เลย  เราสัญญากันว่า ถ้าถึงวันหนึ่งที่เราสองคนจะต้องเลิกรากัน  เราจะเก็บความทรงจำดีๆที่เคยมีมาเอาไว้ เราจะไม่กลายไปเป็นคนที่ไม่รู้จักกัน  เราจะไม่หายไปเฉยๆโดยไม่บอกไม่กล่าว

แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ความสดใหม่ในชีวิตคู่ของผมกับหวานอาจจะเริ่มจืดจางลง  เราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนไกลๆเหมือนเมื่อก่อนบ่อยรัก  รวมไปถึงเรื่องกระทบกระทั่งที่เริ่มจะมีมากขึ้น  จากเรื่องเล็กๆน้อยๆ เราทั้งคู่สามารถขยายให้กลายเป็นเรื่องราวที่ทะเลาะกันใหญ่โตได้

ผมกับหวานทะเลาะกันรุนแรงอยู่หลายครั้ง  จนในที่สุดก็ถึงจุดจบ  หวานย้ายออกจากคอนโดของผมไปอยู่ที่อื่นโดยไม่มีคำบอกลา  เป็นเวลาประมาณสามเดือนได้  ที่เราไม่ได้เห็นหน้าค่าตากัน ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ติดต่อกันเลย   จนถึงเมื่อวาน หวานโทรศัพท์มาหาผม  เธอบอกว่าเธอตั้งใจจะมาหาผมในวันนี้  มาเพื่อบอกลาตามคำสัญญาที่เราเคยให้กันไว้

เสียงออดที่ประตูห้องผมดังขึ้น ผมลุกขึ้นไปเปิดประตู  หวานเดินเข้ามาในห้องของผมอย่างช้าๆ  เราทั้งคู่นั่งลงที่ขอบเตียง  ทั้งผมและหวานต่างก็เงียบจนเวลาผ่านไปสักพัก หวานถึงเริ่มพูดขึ้นมา  เธอถามถึงสารทุกข์สุกดิบของผม ถามถึงความเป็นอยู่ ถามถึงเรื่องทั่วๆไปของผม  ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกไม่ดีเลยฝืนยิ้ม พลางบอกว่าผมสบายดี  เราคุยกันอยู่นานจนในที่สุดหวานก็พูดถึงเรื่องของเรา  เราทั้งสองคนพยายามขอโทษในการกระทำของตัวเอง  ทั้งๆที่รู้ว่ามันคงกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว  น้ำตาของเธอเริ่มไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง

“ลาก่อนนะคะพี่ ยังไงพี่ก็เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดของหวานตลอดไป”

หวานพูดขึ้นพร้อมกับโผเข้ามากอดผม หน้าของเธอซบอยู่ตรงหน้าอกของผม  หวานกอดผมแน่น แน่นเหมือนกับวันที่รอผลสอบเข้าทำงานของหวาน  น้ำตาของผมเริ่มไหล  ผมกอดหวานไว้แน่นเช่นเดียวกันจนรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของหน้าอกตามการ หายใจ  ผมเผยอตาขึ้นเล็กน้อย ตาของผมพร่าไปผมเพราะน้ำตาที่เอ่ออยู่  ผมค่อยๆเอามีดที่ผมซ่อนไว้ที่ชายเสื้อผมออกมา  แล้วเสียบมันเข้าไปที่ด้านหลังของหวานจนมิดด้าม

.

.

.

.

.

แสงแดดในตอนเช้าส่องเข้าหน้าผมผ่านทางหน้าต่างที่หัวเตียง ผมค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า  หันไปมองที่ร่างที่นอนอยู่ข้างๆผม  มือของเรายังกุมกันไว้อยู่  เพียงแต่วันนี้ต่างออกไปจากวันอื่นๆ  ตรงที่เจ้าของร่างนั้นปราศจากลมหายใจ

no comment

8

Jul

วันฝนตก

Posted by Wichy  Published in เรื่องสั้น

วันนี้ฝนใกล้จะตกอีกแล้ว น่าเบื่อนะคุณ ระยะนี้ตกแทบทุกวันเลย แถมวันนี้ดูเหมือนจะหนักกว่าทุกวัน ฟ้าครึ้มเชียว ท่าทางคุณจะรอใครอยู่ใช่ไหมล่ะถึงได้ยืนอยู่ใต้ตึกไม่ไปไหน เห็นฝนตกทีไรผมคิดถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนทุกที เรื่องอะไรน่ะเหรอ ท่าทางคนที่คุณกำลังรอคงยังไม่มา คุณไม่รีบไปไหนใช่ไหม เราไปนั่งกันตรงนั้นดีกว่า ผมจะเล่าเรื่องของผมให้คุณฟัง

สองปีที่ แล้ว ผมก็เป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆนี่แหละ ชีวิตก็ตื่นเช้าไปทำงาน ตกเย็นก็กลับบ้าน วนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้ ยังดีที่มีแฟนคนหนึ่งคอยเป็นกำลังใจ หือ ชื่ออะไรน่ะเหรอ ถ้ามันจะทำให้คุณจินตนาการเรื่องของผมได้ชัดเจนขึ้นมาบ้าง คิดซะว่าแฟนผมชื่อน้องพิมพ์แล้วกัน ผมกับน้องพิมพ์ก็คบกันมานานแล้วล่ะตั้งแต่สมัยเรียน เพื่อนๆแต่ละคนต่างก็คิดว่าสุดท้ายเราสองคนคงได้แต่งงานกัน ตอนนั้นผมเองก็คิดอย่างนั้นนะ

พอเรียนจบ ต่างคนก็ต่างทำงาน ถึงจะยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆแต่มันก็ห่างจากสมัยเรียนมากนักแหละ แต่เวลาของผมก็ทุ่มให้กับงานหมดนะ ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นส่วนช่วยสร้างอนาคตของเราขึ้นมาได้ น้องพิมพ์ก็บอกว่าเข้าใจเหตุผลของผมและจะอดทน แต่สุดท้ายน้องพิมพ์ก็ขอเลิกกับผมเพื่อจะไปคบกับรุ่นพี่ที่บริษัท บางทีผมก็คิดนะว่า คนสองคนใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กันมานานนับปี แต่ทำไมพอถึงเวลาที่จะจบ มันถึงได้ง่ายดายนักก็ไม่รู้

ตอนนั้นน่ะ เหรอคุณ ผมเสียใจแทบจะบ้าไปเลย สับสนไปหมด แต่ผมคิดว่าผมก็ยังคุมสติได้นะ อะไรนะ ฆ่าตัวตายน่ะเหรอ โอ้ย ไม่มีหรอก ชีวิตผมยังมีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ จะมาจบชีวิตตัวเองเพื่อผู้หญิงคนเดียวได้ยังไงกัน วันที่น้องพิมพ์บอกเลิกผม ผมควรจะร้องไห้ใช่มั้ย แต่แปลกนะที่ผมไม่ร้อง ได้แต่เดินอย่างใจลอยกลับห้อง ฝนก็ตกซะหนักเลย คิดๆไปผมในตอนนั้นก็เหมือนพระเอกมิวสิควีดีโอไม่น้อยนะ เดินท่ามกลางสายฝน ผมซึมอยู่เป็นเดือนเลย กว่าจะดีขึ้น คุณเคยได้ยินใช่มั้ยล่ะที่ว่า เวลาจะช่วยรักษาแผลใจ ผมก็คงเป็นอย่างนั้นล่ะมั้ง

ผ่านไปน่าจะราวๆ สองเดือน หลังเลิกงานวันหนึ่ง แทนที่ผมจะตรงกลับบ้าน ผมกลับแวะเข้าไปนั่งที่ม้าหินในสวนสาธารณะแถวๆคอนโดของผม พอนั่งอยู่คนเดียว ผมเริ่มฟุ้งซ่านอีกครั้ง จนนึกไปถึงเรื่อยในอดีต นึกถึงน้องพิมพ์และเรื่องต่างๆที่เคยทำร่วมกันมา น้ำตาผมเริ่มไหล จนในที่สุดผมก็ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ คุณอย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้นสิ ก่อนหน้านี้ผมมองแล้วล่ะว่าในสวนไม่มีใครอยู่เลยกล้าร้อง แต่ไม่นานผมก็ชะโงกหน้าขึ้นเพราะรู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ใกล้ๆ ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าในระยะใกล้ สายตาของเธอมองมาทางผมพร้อมกับรอยยิ้ม ผมดูออกว่ารอยยิ้มที่ส่งมานั้น ไม่ใช่รอยยิ้มของการเยาะเย้ย ผมเลยยิ้มเล็กๆตอบเธอไปพลางเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว แล้วเราก็คุยกัน

เธอ บอกผมว่า เธอเห็นผมตั้งแต่นั่งอยู่จนร้องไห้ เธอเหมือนกับมองตัวเองในอดีต เมื่อหลายเดือนก่อนเธอก็เคยมาร้องไห้อยู่ที่ม้าหินตัวเดียวกับผมนี่แหละ สาเหตุเดียวกันคือแฟนเธอที่คบหากันมานานไปมีคนอื่น เพียงแต่เธอไม่ใช่แค่ร้องไห้เหมือนกับผม เธอดึงชายเสื้อแขนยาวที่เธอใส่ขึ้นมา ที่ข้อมือมีรอยเหมือนมีดกรีดอยู่หลายรอย ผมบอกเธอไปว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่คนโง่ทำกัน เธอหัวเราะแล้วบอกกับผมว่า ถ้าผมไม่เคยเสียใจจนเหมือนชีวิตไม่มีอะไรเหลือแล้วเหมือนที่เธอเคยรู้สึก ผมคงไม่เข้าใจเธอหรอก

แต่เธอก็บอกผมเพิ่มเติมนะ ว่าคนที่ฆ่าตัวตายมีสองแบบ แบบแรกคือแค่ต้องการแสดงออกให้ใครบางคนหันกลับมาสนใจในตัวคนๆนั้นบ้าง ส่วนอีกแบบคืออยากจะลาโลกนี้ไปเลยจริงๆ ตัวเธอเป็นแบบแรก คุณรู้ไหม เธอยังบอกผมอีกว่าทุกๆครั้งที่เธอกรีดข้อมือตัวเองน่ะ สุดท้ายก็เป็นเธอเองที่โทรเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวเธอ ถ้าเธอต้องการจะฆ่าตัวตายจริงๆ ถึงรอดมาได้เธอก็คงไม่สามารถขยับนิ้วได้อีกแล้ว วันนั้น เราคุยกันอยู่นานจนค่ำโดยที่เรายังไม่ได้ถามชื่อกันและกันเลยด้วยซ้ำ

วัน ต่อๆมา การพบปะของเราสองคนที่สวนแห่งนี้หลังเลิกงานก็เหมือนจะกลายเป็นกิจวัฒ น์ประจำวัน ในทุกๆวันเราจะมีเรื่องให้คุยกันได้ไม่ซ้ำเรื่อง ในวันหยุดเราจะไปเที่ยวด้วยกันตามที่ต่างๆ น่าแปลกนะที่คนแปลกหน้าสองคนที่เพิ่งพบกัน กลับเข้ากันได้ดีเหมือนรู้จักกันมานาน ความสัมพันธ์ของเราก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาสั้นๆ อะไรนะคุณ ชื่อของเธอน่ะเหรอ คุณนี่ก็อยากรู้อยากเห็นเหมือนกันนะ ผมคงบอกชื่อจริงๆของเธอให้คุณรู้ไม่ได้หรอก แต่ถ้าคุณอยากรู้เพื่อเติมเต็มจินตนาการของคุณ คุณเรียกเธอว่าป่านก็แล้วกัน ผมจะเล่าต่อล่ะนะ

จากนั้นคงราวๆ 3 เดือนล่ะมั้ง ป่านก็ย้ายมาอยู่กับผมที่คอนโดของผม แต่ถึงอย่างนั้น ระหว่างเรายังไม่มีคำว่ารักออกมาจากปากของใครสักคนเลย ผมเคยถามตัวเองนะว่ารักป่านมั้ย ผมว่าผมรักนะ ไม่รู้สิ การที่เวลาอยู่กับคนๆนึงแล้วเรามีความสุข การที่เราอยากเห็นรอยยิ้มของคนๆนั้น อยากได้ยินเสียงหัวเราะของคนๆนั้น มันก็น่าจะเป็นความรักไม่ใช่เหรอ ส่วนป่าน ผมไม่รู้หรอกนะว่าป่านรักผมหรือเปล่า

ป่านย้ำเตือนผมอยู่เสมอว่า เธอคงต้องไปจากผมสักวัน เธอบอกว่าที่เรามาเจอกันเพราะความบังเอิญ ที่เรามาอยู่ด้วยกันเพราะความเหงาที่ต่างคนต่างต้องการเติมเต็มความรู้สึก ให้กันและกัน แต่สุดท้าย ทั้งผมและเธอก็ต้องออกไปหาคนที่ใช่สำหรับตัวเองอยู่ดี ผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมป่านถึงพูดอย่างนั้น ทั้งๆที่ผมก็แน่ใจว่าป่านคือคนที่ใช่สำหรับผม รู้มั้ยคุณ เราสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ถ้านอกเหนือเวลางานนะ เราสองคนแทบจะไม่แยกจากกันเลย เรามีเรื่องคุยที่สร้างรอยยิ้ม สร้างเสียงหัวเราะให้กับเราสองคนได้ทุกวัน เราท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ เราช่วยกันสร้างประสบการณ์ที่ดี ที่น่าประทับใจให้กันและกัน มาถึงตรงนี้คุณก็คงคิดว่าทุกอย่างมันน่าจะราบรื่นล่ะสิ แต่มันไม่ใช่หรอก

วัน นั้นเป็นวันที่เราอยู่ด้วยกันครบปี ผมอยากจะเซอร์ไพรซ์ป่านเลยออกไปข้างนอกแต่เช้า ผมบอกป่านว่าผมจะออกไปธุระกับเพื่อน แต่จริงๆผมไปสั่งดอกไม้มาช่อใหญ่พร้อมกับของขวัญกล่องเล็กๆในกระเป๋าเสื้อผม อะไรน่ะเหรอ อืม แหวนน่ะ ผมตั้งใจว่าผมจะขอป่านแต่งงาน ผมเลือกแหวนอยู่ทั้งวันเลยนะ กว่าจะกลับมาถึงคอนโดก็เกือบจะค่ำแล้ว แต่พอผมเปิดประตูห้องเข้าไป ผมกลับพบเพียงห้องที่ไม่มีใครอยู่ พร้อมกับข้าวของของป่านที่หายไป ไม่มีการบอกล่วงหน้า ไม่มีการบอกลา ไม่มีอะไรทั้งสิ้น

.
.
.
.
.

คุณลองมองไปที่ท้อง ฟ้าตอนนี้สิ ฝนน่าจะใกล้ตกแล้วมั้ง ผมคงต้องขอตัวก่อนล่ะ ผมต้องรีบไปก่อนที่ฝนจะตก ผมยังไม่อยากเปียกฝนตอนนี้หรอก เดินตากฝนทีไรผมรู้สึกเจ็บที่แผลตรงข้อมือผมทุกที

no comment

4

Jul

หนี

Posted by Wichy  Published in เรื่องสั้น

ชีวิตวัยรุ่นของคุณยังไง ผมเชื่อว่าทุกคนคงมีเหตุการณ์สมัยวัยรุ่นที่ยังไม่ลืมจนถึงวันนี้ใช่มั้ย ผมจะเล่าเรื่องของผมให้คุณฟัง ผมไม่สนหรอกว่าคุณจะอยากรู้เรื่องของผมไหม แต่ในเมื่อคุณเข้ามาในนี้แล้ว ผมจะเล่าให้คุณฟังเอง

สมัย ม.ปลาย ผมเรียนที่โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง โรงเรียนของผมก็ถือว่ามีชื่อในเรื่องความเก่งของนักเรียนเหมือนกันนะ ในแต่ละปีมีนักเรียนที่นี่สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ไม่น้อยเลย ในเมื่อผมเรียนอยู่ที่นี่ ชีวิตผมน่าจะเหมือนกับนักเรียนธรรมดาทั่วๆไปใช่ไหม คุณคิดไม่ผิดหรอก ดูผ่านๆชีวิตผมก็เหมือนกับนักเรียนทั่วๆไปนั่นแหละ ตื่นเช้ามาไปโรงเรียน เลิกเรียนเสร็จตรงกลับบ้านไม่แวะไปเที่ยวที่ไหนต่อ ผมไม่ได้รักบ้านผมอะไรนักหนาหรอก ถึงบ้านเสร็จผมเก็บกระเป๋าแล้วก็ออกไปข้างนอกจนถึงค่ำ

ที่ๆผมไปน่ะ เหรอ ลานกว้างท้ายหมู่บ้านผมยังไงล่ะ เมื่อก่อนที่นี่เคยใช้เป็นลานกิจกรรมของหมู่บ้านผม แต่พอเวลาผ่านไป เจ้าของหมู่บ้านไม่ดูแล ในที่สุดก็เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา จนผมและเพื่อนๆของผมใช้เป็นที่มั่วสุม ไม่สิ ใช้เป็นที่พบปะกันต่างหาก กิจกรรมของพวกเราก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็มานั่งคุยเล่นกัน ยกเว้นบางวันที่เพื่อนบางคนขโมยเหล้าพ่อมาได้ก็อาจจะมีการดื่มกันเล็กน้อย หรือไม่บางคนมีบุหรี่ติดตัวมา ก็อาจจะมีการดื่มด่ำกับกลิ่นของควันกันบ้าง เพื่อนผมทั้งหมดก็เป็นเด็กระแวกเดียวกันกับผมนั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่กระจอกๆนะ แทบทุกคนเรียนโรงเรียนชื่อดังกันแทบทั้งนั้น ที่เรามารวมตัวกันได้คงเพราะความเบื่อในสังคมเด็กเรียนเหมือนกันมั้ง

ผม ถึงลานกว้างประมาณ 4 โมงเศษ เพื่อนผมมารอกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ไอ้ชัย ไอ้นพ ไอ้เขียด ไอ้โป่ง ไอ้ต๊อง ไอ้ช้าง ไอ้โบ้ ไอ้กวาง รวมไปถึงไอ้ใบ้ผู้ที่ทำเกรดเฉลี่ยในการเรียนไม่เคยต่ำกว่า 4.00 มาตลอด วันนี้ผมตื่นเต้นกว่าทุกวันเล็กน้อย เมื่อวานไอ้โบ้บอกผมว่า พวกซอยสามอยากจะตีกับกลุ่มผม เวลากับสถานที่ก็ที่ลานกว้างนี้ตอนค่ำๆนี่แหละ ไอ้พวกนั้นมันก็ไม่เข็ดซักที กลุ่มผมตีกับพวกมันมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็เป็นฝั่งผมที่ซัดพวกมันลงไปนอนวัดพื้นได้ตลอด วันนี้ก็คงเป็นเหมือนกันอื่นๆที่ผ่านมานั่นแ